... พิศดูดุจนฤมิต สิ้นชีพิตพร้อมกัน ยืนอยู่ฉันบมิตาย ...


ขุนมน เกริ่น
__________________

     "ลิลิตพระลอ" ที่ข้าพเจ้า "ขุนมน" บันทึกไว้ในที่นี้นั้น ข้าพเจ้าจัดทำไว้ในรูปแบบดั่งนี้..

      ๑. ส่วนของเนื้อเรื่อง ข้าพเจ้าได้คัดลอกคำต่อคำจากหนังสือชื่อเดียวกันของสำนักพิมพ์บรรณาคาร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๔ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๔
ในส่วนของเนื้อเรื่องนี้ข้าพเจ้าใช้ตัวอักษรปกติบนพื้นสีขาว
สีที่ใช้เปนสีหลักของตัวอักษร คือ สีเหมือนข้อความนี้
แต่มีบางแห่งที่ใช้สีอื่นตามที่ข้าพเจ้าคิดว่าควรเน้น เช่น การต่อถ้อยคารมของตัวละคร
     ในส่วนเนื้อเรื่องนี้ท่านสามารถคัดลอกไปใช้ เผยแพร่หรืออ้างอิงได้ นั้นก็เนื่องด้วยว่า "ลิลิตพระลอ" นับว่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน
      ๒. ส่วนอื่นที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องอันข้าพเจ้าได้เพิ่มเติมเข้ามาเอง บันทึกไว้ในกรอบโดยใช้ อักษรตัวเอน บนพื้นสี Beige ดั่งนี้..   
     ในส่วนที่ ๒ นี้ เนื่องจากเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการคัดลอกหรือนำไปใช้อ้างอิง.. ข้าพเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบทั้งในแง่ของความถูกต้องและความชอบธรรมได้
     ในส่วนที่ ๒ นี้ ข้าพเจ้ามิได้แปลหรือถอดความ เปนแต่สรุปเรื่องราวอันเปนสำคัญรวมทั้งความคิดเห็นของข้าพเจ้าเอง ตลอดจนเกร็ดต่างๆไว้
     ที่มิได้แปล มิได้ถอดความทังหมดนั้น ก็เพื่อว่า เมื่อเปิดอ่านแต่ละครั้ง จะพึงได้รับอรรถรสของแต่ละบทแต่ละคำตามแต่อารมณ์ กำลังสติปัญญา แลจินตนาการส่วนตน ในตอนที่อ่านแต่ละคราว
     นั้นก็เนื่องด้วยว่าลิลิตเรื่องพระลอนี้ ในสายตาของข้าพเจ้า ทีจะแผกจากเรื่องอื่นใดอยู่บ้าง
กล่าวคือ...
     ถึงหากว่าจะมิเคยได้อ่าน มิเคยได้รู้เรื่องราวในลิลิตเรื่อง"พระลอ"มาก่อนเลยก็ตาม ครันหยิบจับแต่ตอนใดตอนหนึ่ง หรือแม้โคลงแต่บทใดบทหนึ่งมาอ่าน ก็ย่อมจะยังให้บังเกิดความเพลิดเพลินในกลวิธีเรียงร้อยถ้อยคำที่เลิศล้ำเหลือหลาย
แลครันว่าอ่านโดยตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งหลายเที่ยวก็จะยิ่งประจักษ์จิตในความพิสดาร ยิ่งดื่มด่ำแลลึกซึ้งในถ้อยคำสำนวน มากขึ้นเปนลำดับทับทวี
     อีกประการหนึ่งนั้นก็เนื่องด้วยว่า มีผู้กล่าวถึงลิลิตเรื่องพระลอนี้ไว้มาก มีทั้งที่เปนหนังสือตำรา แลในเว็บไซต์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่พรรณาถึงความเปนเลิศในด้านต่างๆไว้อย่างน่าทึ่ง แต่ตัวข้าพเจ้านี้รู้น้อย ไม่ชำนาญในโวหารพิสดารใด
     ก็แลส่วนที่เพิ่มเติมมานี้ ย่อมเปนว่าคือความคิดเห็นส่วนตนของข้าพเจ้าเอง มิได้คัดลอกหรือมีที่อ้างอิงใด แต่หากบางแห่งมีที่มา ที่อ้างอิง ข้าพเจ้าจักระบุไว้ หากว่าข้าพเจ้านึกอะไรออก หรือพบเห็นสิ่งอันเกี่ยวข้องที่ควรบันทึกไว้ ก็จักเพิ่มเติมลงไว้
     ในส่วนของภาพประกอบ แม้นมิได้ระบุไว้เปนอย่างอื่น พึงหมายเอาว่าเปนสำเนาภาพฝีมือ ครูเหม เวชกร ซึ่งเคยตีพิมพ์บนปกหลังของนิตยสารชื่อ "วิทยาสาร" เมื่อนานมาแล้วทังนั้น แลหากมีบางภาพที่มิใช่ ข้าพเจ้าจักระบุไว้เปนคราวครา

เพลงไทยเดิมอันเกี่ยวแก่เรื่อง"พระลอ"..
     ในเรื่องพระลอนี้ มีการนำเนื้อหาไปทำเปนการแสดง มีการแต่งคำร้อง ใส่ทำนอง ประดิษฐ์ท่ารำ อยู่ก็มาก ซึ่งข้าพเจ้าจักกล่าวถึงเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงแต่ละตอนนั้นๆ

   ลาวสมเด็จ พระลอ
   ลาวเจริญศรี เปนการขับลำนำบรรยายความงามของสองศรีแห่งเมืองสรอง
   ลาวเสี่ยงเทียน เปนเพลงที่กล่าวชมโฉมพระเพื่อนพระแพงอีกเพลงหนึ่ง
   ลาวเสี่ยงเทียนเถา
   ลาวสวยรวย บรรยายถึงพระลอเมื่อโดนมนต์จาก "สลาเหิน"

   ตับพระลอคลั่ง เปนเพลงที่เรียกว่า "ตับเรื่อง" คือเพลงที่ประกอบด้วยหลายๆเพลง ใส่เนื้อร้องบรรยายเรื่องราวต่างๆติดต่อกัน รายละเอียดแลเนื้อร้องของเพลงนี้ ได้บันทึกไว้เมื่อเนื้อเรื่อง "ลิลิตพระลอ" ดำเนินไปถึงช่วงนั้น
   ลาวครวญ พระลอก่นครวญถึงแม่ที่ริมฝั่งแม่กาหลง พะว้าพะวังจะไปต่อหรือกลับดี แล้วเสี่ยงน้ำดู
   ระบำไก่(ปู่เจ้าเรียกไก่, สร้อยแสงแดง) จากเนื้อเรื่องในตอนปู่เจ้าสมิงพรายเลือกไก่มาเสกผีลงสิง ใช้ให้ไปล่อนำทางพระลอ
   พระลอตามไก่ เปนเพลงขับร้องประกอบรำ ต่อจาก "ระบำไก่" บรรยายท่าทางที่ไก่ผีสิงหลอกล่อให้พระลอตามไปสู่เมืองสรอง
   การะเกด หรือ "ลาวเดินดง" เปนเพลงไทยเดิมขับร้องประกอบรำ บรรยายตอนที่พระลอเพลินชมอุทยานหลวงของพระเพื่อน พระแพง
   พระลอเข้าสวน  เพลงนี้ประกอบด้วยสามส่วน คือ
ตอนพระลอปลอมเปนพราหมณ์เข้าสู่อุทยาน ตอนพระลอชมสวน(การะเกด - ลาวเดินดง) และ ตอนนายแก้วนายขวัญพบนางรื่นนางโรยในอุทยาน ซึ่งในตอนนี้เปนเพลงชื่อ "ฟ้อนรัก"
   เตียวดง(เดินดง) เพลงนี้เปนเพลงที่ร้องแลบรรเลงรับด้วยเครื่องดนตรีแบบล้านนา เนื้อหาจับตอนในรายทางที่นางรื่นแลนางโรยตามพ่อหมอเฒ่าขึ้นเขาหาปู่เจ้าสมิงพราย
ศิลปินคือ คุณคำหล้า ธันยพร ผู้ได้รับ รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 6 ประจำปี พ.ศ.2548 สาขาเพลงพื้นบ้านภาคเหนือยอดเยี่ยม
ขอขอบคุณ คุณคำหล้า ธันยพร เปนอย่างยิ่งที่อนุญาตให้นำผลงานชิ้นนี้มาบรรจุไว้

   ยอยศพระลอ เพลงนี้ข้าพเจ้าเอามาจากภาพยนต์เรื่อง พระลอ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ซึ่งมีเสียงพระลอคุยกับพระนางลักษณวดี แทรกอยู่ด้วย (clip)

      ในส่วนของภาพแลเพลงนี้ หากว่ามีส่วนใดละเมิดลิขสิทธิ์ที่ท่านเปนผู้ถือครองอยู่โดยชอบ โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบ เพื่อจักได้เอาออกไป

     คำนำ "ลิลิตพระลอ"...   
ในส่วนของคำนำ ข้าพเจ้าได้คัดโดยตัดทอนเอาจากคำนำของกรมศิลปากร ซึ่งปรากฏในหนังสือ "ลิลิตพระลอ" ของสำนักพิมพ์บรรณาคาร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๔ ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ตัดทอนมาจำเพาะแต่ในส่วนที่ว่าใครเปนผู้ทรงนิพนธ์แต่สมัยไหน แลประวัติการบันทึก การพิมพ์ตั้งแต่ต้นมาจนถึงฉบับที่ข้าพเจ้าอ่านอยู่ ในส่วนของผู้ทรงนิพนธ์นี้ ฟังว่ามีผู้ทรงความรู้ได้ค้นหาข้อมูลมาสรุปความน่าจะเปนไว้หลายความเห็น แต่ไม่ใช่ประเด็นที่ข้าพเจ้าสนใจ จึงในตอนนี้ยังไม่นำมาบันทึกไว้

 


คำนำ

    ... ฯลฯ ...
.....
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานอธิบายเกี่ยวกับหนังสือลิลิตพระลอไว้ในหนังสือบันทึกสมาคมวรรณคดี ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗

    "... ฯลฯ... ใครเป็นผู้แต่งลิลิตเรื่องพระลอและแต่งเมื่อไร ปัญหานี้ดูเหมือนจะยังไม่เคยวินิจฉัยกันให้ถ้วนถี่ (ภายหลังต่อมา มีผู้สนใจค้นคว้าวินิจฉัยไว้หลายท่าน) ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องพระลอนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อจะแต่งคำวินิจฉัยนี้ ขอเสนอแก่ท่านทั้งหลายด้วย คือข้างท้ายลิลิตมีโคลงบอกชื่อผู้แต่งอยู่ ๒ บท บทหนึ่งว่า "มหาราชเจ้านิพนธ์" หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง แต่อีกบทหนึ่งว่า "เยาวราชเจ้าบรรจง" หมายความว่าพระราชบุตรของพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง ที่บอกแย้งกันดังนี้ ส่อให้เห็นว่าผู้ที่แต่งโคลง ๒ บทนั้น เป็น ๒ คน และไม่ใช่ตัวผู้แต่งลิลิตพระลอ โคลง ๒ บท เป็นของแต่งเพิ่มขึ้นแต่ภายหลัง ส่วนผู้แต่งลิลิตเอง ได้กล่าวไว้ในโคลงบานแผนกข้างต้นเรื่องว่า..
"เกลากลอนกล่าวกลการ   กลกล่อม ใจนา
ถวายบำเรอท้าวไท้          ธิราชผู้มีบุญ"
หมายความว่าผู้อื่นแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งเอง เหตุใดผู้แต่งโคลง ๒ บทข้างท้ายลิลิตจึงอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินและพระเยาวราชทรงแต่ง จะลงเนื้อเห็นว่าอ้างโดยไม่มีมูล ก็กระไรอยู่ พิจารณาดูสำนวนที่แต่งก็เห็นได้ ผู้แต่งลิลิตพระลอเป็นผู้รู้ราชประเพณีและการเมือง ต้องเป็นบุคคลชั้นสูงอยู่ในราชสำนัก ประกอบทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรศาสตร์ ผู้ที่ทรงความสามารถถึงปานนั้นมักเป็นเจ้านาย จะยกตัวอย่างเช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร และ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น จึงสันนิษฐานว่าผู้แต่งลิลิตพระลอนั้น เมื่อแต่งยังเป็นพระราชโอรส และต่อมาได้รับรัชทายาทเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โคลงข้างท้ายลิลิตบทที่ว่า "เยาวราชเจ้าบรรจง" แต่งก่อนโคลงบทที่ว่า "มหาราชเจ้านิพนธ์" เดิมก็เห็นจะแต่งเขียนลงในหนังสือพระลอฉบับของผู้แต่งโคลงนั้น ครั้นเมื่อรวบรวมฉบับชำระหนังสือเรื่องพระลอในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง (อาจจะเมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้) พบโคลง ๒ บทนั้น จึงรวบเขียนลงไว้ในฉบับชำระใหม่ด้วยก็เลยติดอยู่
    ปัญหาข้อที่ว่าหนังสือลิลิตพระลอแต่งเมื่อไร ข้อนี้ตัดสินได้ทันทีว่า แต่งก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะหนังสือจินดามณีที่พระโหราฯ แต่งในรัชกาลนั้น ได้คัดเอาโคลงลิลิตพระลอ คือบทที่ว่า
    o เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ ฯ
มาใช้เป็นแบบโคลง ๔ เพราะเอกโทตรงตามตำราหมดทุกแห่ง นอกจากหนังสือจินดามณี ยังมีเค้าเงื่อนอย่างอื่นเป็นที่สังเกตอีก คือ หนังสือบทกลอนแต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา(ว่าตามตัวอย่างที่ยังมีอยู่) ต่างกันเป็น ๓ ตอน
  ตอนต้นนับแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมา ชอบแต่งลิลิตกันเป็นพื้น มีลิลิตโองการแช่งน้ำพระพิพัฒนสัตยา ลิลิตเรื่องยวนพ่าย และลิลิตเรื่องพระลอเป็นตัวอย่าง สำนวนทันเวลากันทั้งสามเรื่อง พึงเห็นได้ว่าในสมัยนั้นยังไม่สู้ถือว่าคณะและเอกโทเป็นสำคัญเท่ากับคำ
  มาตอนกลางนับตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมา ชอบแต่งโคลงและฉันท์กันเป็นพื้น มีโคลงพระศรีมโหสถ และโคลงกำสรวล กับทั้งโคลงเบ็ดเตล็ตเป็นตัวอย่าง ส่วนฉันท์ก็มีเรื่องสมุทรโฆษและเรื่องอนิรุธเป็นตัวอย่าง
  ถึงตอนปลายนับตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าบรมโกศ ชอบแต่งกลอนเพลงยาวกันเป็นพื้น ซึ่งตัวอย่างมีอยู่มาก ในกรุงศรีอยุธยาตอนกลางและตอนปลายหาปรากฏว่าแต่งแต่งลิลิตเรื่องใดไม่
  จึงเห็นว่าควรถือเป็นยุติได้ว่า ลิลิตเรื่องพระลอนั้นแต่งในกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑ จน พ.ศ. ๒๐๒๖ ส่วนผู้แต่งนั้น จะว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดยากอยู่ ด้วยจะเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร พระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ทั้งนั้น เป็นอันรู้ไม่ได้แน่"


    ลิลิตพระลอนี้ ฉบับเก่าที่สุดที่พบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ จัดพิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์หลวง ไม่ปรากฏ พ.ศ. ที่พิมพ์ ต่อมา หอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครได้ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ตามฉบับโรงพิมพ์หลวงครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ที่โรงพิมพ์ไทย ต่อมาสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดให้พิมพ์ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่โรงพิมพ์โภณพิพรรฒธนากร ...
... ฯลฯ... ครั้งนี้นับเป็นพิมพ์ครั้งที่สิบสี่ การพิมพ์ทุกครั้งได้ใช้ฉบับ พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งพิมพ์ตามฉบับโรงพิมพ์หลวง ครั้งรัชกาลที่ ๕ มีตัวสะกดการันต์ผิดเพี้ยนบ้างเล็กน้อย ในฉบับโรงพิมพ์หลวงและฉบับพิมพ์ต่อมาทุกครั้ง เขียนชื่อเมืองของพระเพื่อนพระแพงเป็น ๒ อย่าง คือตอนแรกเขียนว่า"เมืองสรวง" (ซ้ำกับชื่อเมืองของพระลอ) ดังนี้ ... พระบาทเจ้าเมืองสรวง สมบัติหลวงสองราชา... แต่ตอนหลังเขียนว่า "เมืองสอง" หรือ "เมืองสรอง" ตลอด ในคราวพิมพ์คราวนี้ ได้ลองตรวจดูในฉบับเขียนสมุดดำอันมีอยู่ในหอสมุดวชิรญาณ ปรากฏว่า ตอนที่ฉบับพิมพ์ทั้ง ๒ เขียนว่า "เมืองสรวง" นั้น ในสมุดดำที่ได้ตรวจดูถึง ๗ ฉบับ เขียนว่า "เมืองสรอง" ดังนี้ ... พระบาทเจ้าเมืองสรอง สมบัติหลวงสองราชา... และต่อๆไปก็เขียนว่า "เมืองสรอง" ทุกแห่ง     อนึ่ง โคลงบทสุดท้ายในเรื่องพระลอนี้ ที่ว่ามีผู้แต่งเพิ่มเติมขึ้นภายหลังนั้น โคลงบาทที่ ๑ ในฉบับพิมพ์ทั้ง ๒ เล่ม เขียนว่า "จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง" แต่ฉบับเขียนในสมุดดำที่ได้ตรวจดู ๗ ฉบับนั้น เขียนว่า "จบเสร็จมหาราชเจ้า บรรจง" เหมือนกันทุกฉบับ ... ... ฯลฯ


จบ คำนำ



เริ่มอ่านลิลิตพระลอ